"หมอปลาย" เปิดใจ ก่อนเจอ ท่านยม เคยเจอ พระศิวะ และ พระแม่อุมา แต่ดื้อจนท่านไม่ทน

คอมเมนต์:

"จริง ๆ องค์ที่มาหาหนูตั้งแต่แรกคือ พระศิวะกับพระแม่อุมา แล้วหนูดื้อชนิดที่ว่าท่านบอกจะดื้อไปถึงไหน ไม่เอาแล้ว เจอท่านยมเลย จะได้รู้ว่าจะอยู่หรือจะไป" #หมอปลายพรายกระซิบ กล่าว

        คงไม่มีใครไม่รู้จักหมอดูชื่อดังอย่าง "หมอปลาย พรายกระซิบ" ที่ก่อนหน้านี้เคยได้ทำนายเกี่ยวกับโรคระบาดได้อย่างแม่นยำเมื่อหลายปีก่อนจนทำให้หมอปลายโด่งดังและเป็นหมอดูที่ถูกพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศเลยก็ว่าได้ 

        โดยล่าสุดหมอปลายก็ได้มีโอกาสมาเปิดใจเล่าย้อนกลับไปถึงการเริ่มต้นเป็นหมอดู โดยหมอปลายเผยว่า ตนเห็นผีมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งดูดวงเป็นเรื่องเป็นราว 10 กว่าปีแล้ว โดยเริ่มจากการที่ตนป่วย แล้วคุณแม่ขอมาจากที่วัดแขก แล้วก็เจ้าแม่กวนอิม ทีนี้พอถึงเวลาที่ป่วยหนัก ๆ ท่านก็มาแล้วบังคับให้ทำอาชีพนี้ แต่ตนเป็นประเภทที่ค่อนข้างดื้อ แล้วโดนทำโทษก็คือต้องดูไม่ดูก็จะมีอันเป็นไป

 

Sponsored Ad

 

        และเมื่อถามว่าอึดอัดไหม ที่รู้มากกว่าคนอื่น หมอปลายก็เผยว่า "ไม่ค่อยอึดอัด เอาจริง ๆ ถ้าไม่ถามหนู หนูก็ไม่ถามท่าน หนูก็เลยใช้ชีวิตปกติ เพราะปกติหนูจะไม่ดูและไม่ทักใครอยู่แล้ว"

 

Sponsored Ad

 

        และเมื่อถามว่าท่านยมบาลหน้าตาเป็นอย่างไร หมอปลายก็เผยว่า จริง ๆ ท่านมีหลายปาง ตอนที่เจอครั้งแรกในชีวิต ท่านมาตัวแดงเลย ร้อน อยู่ใกล้แล้วหายใจไม่ออก น่ากลัวมาก 

        "แต่พอบอกท่านว่าหนูกลัว มาหล่อ ๆ หน่อยได้ไหม หลังจากนั้นก็มาแบบหล่อ เราค่อนข้างคุยกับท่านได้ ท่านใจดีมาก" หมอปลาย กล่าว

 

Sponsored Ad

 

        และเมื่อโดนถามอีกว่าเหมือนในหนังไทยไหม หมอปลายก็เผยว่า จริง ๆ แล้วโลกของวิญญาณขึ้นอยู่กับความเชื่อแล้วก็รุ่นที่อยู่ด้วย แบบในหนังไทยคือปางเก่า แต่ของตนที่เห็นคือใกล้เคียงกับหนังไทยที่สมัยใหม่กว่า

 

Sponsored Ad

 

        และเมื่อถามว่าองค์เทพมีตั้งเยอะ ทำไมต้องเป็นท่านยม หมอปลายก็ได้เผยว่า จริง ๆ องค์ที่มาหาตนตั้งแต่แรกคือ "พระศิวะ" กับ "พระแม่อุมา" แล้วตนดื้อชนิดที่ว่าท่านบอกจะดื้อไปถึงไหน ไม่เอาแล้ว แต่พอเจอท่านยม เลยจะได้รู้ว่าจะอยู่หรือจะไป

        โดยคำว่า "ดื้อ" หมอปลายก็ได้อธิบายว่า ดื้อของตนคือท้าทาย ให้ทำอะไรก็ไม่ทำ บอกอะไรก็ไม่รับ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น พร้อมกับยกตัวอย่างว่า เรื่องให้ดูดวง หรือให้รับขันหรือให้ไปทำพิธีเพื่อแก้อะไรบางอย่าง คือตอนนั้นตนจะถือว่าสิ่งที่ตนเห็น ตนคิดเอง ตนไม่ทำ ตนไม่เชื่อ

 

Sponsored Ad

 

        เวลาท่านยมมาบอก ครั้งแรกที่มาคือมาแบบเป็นองค์เลย แล้วตนก็ยังดื้อ ท่านมาแบบจริง ๆ เพราะตนยังเห็นผี เห็นอะไร พอวันนึงที่เครื่องจูนติดก็เลยเห็นเป็นองค์ท่านที่มา

 

Sponsored Ad

 

        และเมื่อถามว่าที่บอกว่าท้าทาย 10 ข้อ คือท้าทายใคร หมอปลายก็เล่าว่า ตอนนั้นท้าทายพระศิวะ ตอนนั้นตนค่อนข้างเด็ก แล้วก็พยายามหาในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ เช่นเรียน ป.เอก เรื่องที่ดิน เรื่องอะไรที่มันไม่น่า คือท้า 10 ข้อแล้ว ได้ภายใน 1 ปี แล้วอีกเรื่องนึงคือไม่สบายมากเกือบจะไปแล้ว 

        "มันรวมกัน 10 ข้อ หนูก็พิสูจน์ หนูชอบพิสูจน์ แต่หลัก ๆ ก็คือเรื่องที่เราหาเจ้าของไม่เจอ แล้วติดต่อไม่ได้ตอนนั้นหนูอายุประมาณ 20 กว่า จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อที่ แล้วก็เรื่องเรียนปริญญาเอก  เรียนตั้งแต่อายุ 23 ไม่ได้อ่านหนังสือเลย เข้าไปได้ยังไง" หมอปลาย เล่า

Sponsored Ad

        หลังจากได้ 10 ข้อ ก็เริ่มเปิดใจส่วนนึงแต่ก็ยังหนีไป เรื่องเรียน ป.เอก ไปที่ออสเตรเลีย ไปดำน้ำ ไม่ยอมดูดวง กลับมาก็ป่วยหนักจนเข้า ICU ก็เลยต้องยอม แต่ก็ยังเปิดใจครึ่งนึง ท่านบอกไปดูดวง ตนก็บอกไปดูดวงใคร ตนจะเอาที่ไหน ตนไม่ได้เรียน อยู่ดี ๆ ก็มีผู้ใหญ่คนนึงเดินเข้ามาแล้วบอกดูดวงให้หน่อย ตนก็บอกดูไม่เป็น ทักดูทักอะไรก็ได้ แล้วหลังจากนั้นคือมันเป็นจุดเริ่มของอะไรทุกอย่าง

        หมอปลายยอมรับว่าศาสตร์การดูดวงที่ได้มาคือไม่ได้เรียนเลย มาจากซิกเซ้นส์ ตนเลยใช้พลังค่อนข้างเยอะ แต่ก่อนที่ตนจะดูดวงให้ใคร ตนต้องจุดธูปก่อน ตนจะมีกฎของตัวเอง ถ้าไม่จุดธูปไม่ขอท่าน ตนจะไม่ดูให้ใครทั้งสิ้น มันเหมือนตนไปละลาบละล้วงดวงคนอื่น แล้วมันมีเอฟเฟกต์กับตัวเอง ตอนแรก ๆ ทำงานตนไม่รู้ แบบบางครั้งเคยไปทักคนนึงตนก็ทักจัดเต็มเลย ตนบอกให้เขาไปแก้แล้วเขาดีขึ้น แต่หลังจากนั้นที่ตนก็ปวดหัวมาก ก็เลยบอกท่านว่า ตนจะทำยังไง ตนยังอายุน้อยอยู่ ท่านให้รับขันธ์ ให้ทำพิธียกบายศรี จากนั้นอาการปวดหัวก็ค่อย ๆ หายไปเองจากสิ่งที่ท่านบอกให้แก้ คือมันมีหลายเรื่องมาก

        และเมื่อถามว่าในการที่เรามองเห็นอนาคตแบบนี้มันถือเป็นเรื่องดีหรือร้าย ทางด้านหมอปลายก็ยอมรับว่า ส่วนตัวไม่ค่อยชอบ คือบางเรื่องตนไม่ต้องรู้ บางเรื่องมันต้องการธรรมชาติในการตัดสินใจ แต่บางครั้งที่ตนเห็นก่อน 

ชมคลิป

คลิปเปิดไม่ออก >>> กดตรงนี้ คลิก <<<

ที่มา : Orange Mama

บทความที่คุณอาจสนใจ