ชายฝากธนาคาร " 62 ล้าน" หลายปีต่อมากลับเหลือแค่ 300 บาท ศาลบอกเงินนี้คงไม่ได้คืนแล้ว

คอมเมนต์:

เงินที่เก็บมาทั้งชีวิต!

    ความคิดของคนโดยทั่วไปแล้วมักจะคิดว่า ควรฝากเงินไว้ในบัญชีธนาคารปลอดภัยที่สุด ไม่เพียงแต่จะสามารถรับประกันเงินจำนวนมากได้ แต่ยังสามารถได้รับดอกเบี้ยอีกด้วย “ยิ่งปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว” แต่กลับมีคนคิดแบบนี้แล้วเงินหายวับไปกับตา

 

    สื่อต่างประเทศเปิดเผยว่า มีชายชาวจีนคนหนึ่งชื่อ หลี่เจิ้งเซีย เนื่องจากลูกชายของเขาทำธุรกิจปุ๋ย ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2013 เพื่อช่วยเหลือรองประธานหลิว ของสาขา "ธนาคารเกษตร" เพื่อให้บรรลุผลที่ตั้งไว้ จึงได้ทำบัตรเครดิตธนาคารนี้ไว้

 

Sponsored Ad

 

 

     แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยากทำสักเท่าไหร่ แต่ก็เจอคำพูดพะเน้าพะนออ้อนวอนให้เปิดบัญชีธนาคาร เขาก็เลยยอมเปิด โดยเงินก้อนแรกที่ฝากในบัญชี ณ วันที่สมัครนั้นเป็นเงิน 1.4 ล้านหยวน (ประมาณ 6.3 ล้านบาท) จากนั้นก็มอบบัตรเครดิต ให้กับรองประธานหลิว เพราะเธอบอกว่า บัตรเครดิตธนาคารนี้เธอจะช่วยดูแลไว้ในครอบครองเองเพื่อความปลอดภัยเขาจึงทำตามคำแนะนำของนางหลิว เพราะเธอบอกเขาว่า "บัตรเครดิตธนาคารนี้เป็นบัตรปัดเศษเงินฝากเป็นศูนย์ จำเป็นต้องฝากไว้นาน 3 ปี ระหว่างนี้ห้ามถอนออกมาและห้ามแจ้งหาย หรือระงับการใช้งานเด็ดขาด"

 

Sponsored Ad

 

 

    ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหลี่เจิ้งเซียก็โอนเงินเข้าไปในธนาคารบัญชีนั้นตลอดเรื่อยมา จนกระทั่งมีเงินมากถึง 13.80 ล้านหยวน (ประมาณ 62.95 ล้านบาท) จนกระทั่งผ่านไป 2 ปี 

    เมื่อปี 2015 ก็ได้ข่าวว่ารองประธานหลิวหนีออกไปนอกประเทศ ทำให้เขาตกใจมาก รีบไปตรวจเช็กเงินในบัญชีทันที แต่สิ่งที่เขาไม่อยากเห็นก็คือ เงินในบัญชีธนาคารของเขามีเงินเหลือเพียง 73.89 หยวนเท่านั้น (ประมาณ 331 บาท) ส่วนเงินอื่นๆที่เคยฝากไว้หายไปหมดเลย ในตอนแรกธนาคารไม่ยอมรับผิดชอบใดๆ บอกว่านายหลี่เป็นคนเบิกไปเอง แต่เมื่อเรื่องถึงตำรวจและมีการตรวจเช็กก็ทำให้ทราบว่า รองประธานหลิวเธอเป็นคนเบิกไปเอง เธอดูเหมือนจะสมรู้ร่วมคิดกับขบวนการนักต้มตุ๋นมานานมากแล้ว

 

Sponsored Ad

 

 

    และเพราะเหตุนี้นายหลี่จึงหวังอยากให้ธนาคารจ่ายเงินค่าชดเชยจำนวน 60 ล้านหยวน (ประมาณ 273 ล้านบาท )ให้กับนายหลี่ และทางธนาคารได้ยืนยันกับทางตำรวจว่า การกระทำในครั้งนี้เป็นพฤติกรรมส่วนตัวบุคคลของนางหลิวเท่านั้น และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับธนาคารเลย ด้วยเหตุนี้ นายหลี่จึงตัดสินใจฟ้องร้อง ธนาคารสาขาเลียวเหยียนต่อศาล และศาลตัดสินว่า ธนาคารไม่จำเป็นต้องเก็บบัตรเครดิตของนายหลี่ไว้ และในขณะเดียวกันก็ไม่มีหลักฐานยืนยันที่สามารถระบุได้ว่า นางหลิวได้เก็บบัตรเครดิตของเขาไว้ ดังนั้นการฟ้องร้องในครั้งนี้ถือว่าแพ้คดีไป 

 

Sponsored Ad

 

    เมื่อนายหลี่ได้ยินผลตัดสินของศาล ก็แทบล้มทั้งยืนไม่อยากจะเชื่อ จึงวิ่งไปตรวจสอบเอกสารของนางหลิวในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2018 ก็พบว่า ในเนื้อหาคำพิพากษาที่ตัดสินว่า มีความผิดทางอาญาจากการฉ้อโกงนั้น ข้างในไม่ได้ระบุถึงเนื้อหาที่ว่า การโจรกรรมบัญชีธนาคารของนายหลี่เลย

 

 

Sponsored Ad

 

    นายหลี่กล่าวว่าในความเป็นจริงนอกเหนือไปจากคดีของตนเองแล้ว ตั้งแต่ปี 2015 มีผู้เปิดบัญชีใช้จำนวนมากถูกขโมยเงินในเงินฝากออกไป ทำให้เขาเชื่อว่าต้องมีเงินจำนวนไม่น้อยกว่า 60 ล้านหยวนแน่ๆ ในเรื่องนี้ทนายความนายหลี่ยังกล่าวอีกว่า เนื่องจากนายหลี่ไม่ได้เปิดใช้บัญชีที่มีแอพแจ้งเตือน ทำให้เมื่อถูกโอนเงินหรือถอนเงินก็ไม่สามารถรู้ได้ ทำให้ยากที่จะไปตำหนิเอาความกับธนาคารได้ แต่นายหลี่บอกว่าจะไม่ยอมแพ้เพียงเท่านี้ และจะฟ้องร้องต่อศาลอีกครั้ง

 

    เงินกว่า 60 ล้านหยวนหายไปในพริบตา แต่กว่าจะเก็บออมมาได้ไม่ใช่ง่ายๆเลยนะ คิดแล้วเสียดายแทนจริงๆ

ที่มา:omg543

แปลและเรียบเรียงโดย LIEKR

บทความที่คุณอาจสนใจ